Boring Log หรือบันทึกหลุมเจาะ เป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญที่สุดของงานเจาะสำรวจดิน เพราะช่วยสรุปว่าใต้ตำแหน่งที่เจาะพบชั้นดินหรือชั้นหินอะไร อยู่ที่ความลึกเท่าใด มีค่าทดสอบภาคสนามอย่างไร พบระดับน้ำใต้ดินหรือไม่ และมีการเก็บตัวอย่างชนิดใดไปทดสอบในห้องปฏิบัติการบ้าง

สำหรับเจ้าของโครงการ สถาปนิก วิศวกร หรือผู้ควบคุมงาน การอ่าน Boring Log ให้เป็นช่วยให้เข้าใจภาพรวมของสภาพใต้ดินได้เร็วขึ้น และช่วยตั้งคำถามกับรายงานสำรวจดินได้ตรงจุด อย่างไรก็ตาม Boring Log เป็นข้อมูลจากตำแหน่งสำรวจเฉพาะจุด ไม่ควรถูกใช้แทนการวิเคราะห์และออกแบบทางวิศวกรรมโดยผู้รับผิดชอบโครงการ

วิศวกรกำลังอ่าน Boring Log พร้อมตัวอย่างดินจากงานเจาะสำรวจดิน
ตัวอย่างภาพประกอบการอ่าน Boring Log และข้อมูลชั้นดิน — หมายเหตุ: ภาพนี้สร้างโดย AI

Boring Log คืออะไร?

Boring Log คือบันทึกผลจากการสำรวจใต้ผิวดินของแต่ละหลุมเจาะ โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างการเจาะ การเก็บตัวอย่าง และการทดสอบที่ทำภายในหลุมเจาะ แล้วนำมาเรียบเรียงตามระดับความลึก ข้อมูลดังกล่าวมักถูกใช้เป็นพื้นฐานในการสร้างภาพตัดชั้นดิน (soil profile) และประกอบการประเมินพฤติกรรมของดินสำหรับงานฐานราก งานถนน งานกำแพงกันดิน งานขุดลึก และงานวิศวกรรมปฐพีประเภทอื่น ๆ

ASTM D5434-25 อธิบายการทำ field log ว่าเป็นการบันทึกขั้นตอนและสิ่งที่พบในการสำรวจใต้ผิวดิน ส่วนคู่มือของ FHWA ระบุว่า boring log เป็นบันทึกหลักของการสำรวจทางธรณีเทคนิค ซึ่งรวมทั้งวิธีสำรวจ สภาพชั้นดิน/หิน ตัวอย่าง และข้อมูลน้ำใต้ดินที่พบ ณ ตำแหน่งหลุมเจาะ

ข้อมูลสำคัญที่มักพบใน Boring Log

1. ข้อมูลโครงการและตำแหน่งหลุมเจาะ

ส่วนหัวของ Boring Log มักระบุชื่อโครงการ ตำแหน่งหลุมเจาะ หมายเลขหลุม เช่น BH-1 หรือ BH-2 ระดับดินเดิม (Ground Elevation) วันที่เริ่มและสิ้นสุดการเจาะ วิธีการเจาะ และความลึกสุดท้ายของหลุม ข้อมูลชุดนี้จำเป็นต่อการเชื่อมโยงผลสำรวจกับตำแหน่งจริงในโครงการ

2. ระดับความลึกและขอบเขตชั้นดิน

แกนความลึกเป็นหัวใจของการอ่าน log เพราะข้อมูลทุกอย่างต้องผูกกับระดับที่พบ ตัวอย่างเช่น ชั้นดินถมอาจอยู่ตั้งแต่ 0.00–1.50 เมตร ก่อนเปลี่ยนเป็นดินเหนียวอ่อน และลึกลงไปจึงพบดินเหนียวแข็งหรือชั้นทราย ขอบเขตชั้นดินบน log เป็นการตีความจากตัวอย่าง เศษดินที่ขึ้นจากหลุม การตอบสนองระหว่างเจาะ และข้อมูลทดสอบ จึงควรมองเป็นขอบเขตโดยประมาณ ไม่ใช่เส้นแบ่งที่คมชัดทั่วทั้งพื้นที่โครงการ

3. Soil Description หรือคำอธิบายชั้นดิน

ช่อง Soil Description บอกชนิดและลักษณะของดิน เช่น CLAY, SILT, SAND, GRAVEL หรือวัสดุถม พร้อมข้อมูลประกอบที่อาจมีสี ความชื้น ความแน่น/ความแข็ง และสัญลักษณ์การจำแนกดิน เช่น USCS การอ่านส่วนนี้ควรดูร่วมกับผลทดสอบและตัวอย่าง ไม่ควรตัดสินคุณสมบัติทางวิศวกรรมจากชื่อดินเพียงอย่างเดียว

4. Sample Type และช่วงเก็บตัวอย่าง

Boring Log มักแสดงตำแหน่งและชนิดตัวอย่าง เช่น ตัวอย่างจาก Split Spoon ในการทำ SPT ซึ่งเป็นตัวอย่างถูกรบกวน (disturbed sample) หรือ Thin-Wall/Shelby Tube ซึ่งใช้เมื่อจำเป็นต้องรักษาโครงสร้างดินให้ใกล้สภาพเดิมมากขึ้นสำหรับการทดสอบบางประเภท การรู้ว่าค่าห้องปฏิบัติการมาจากตัวอย่างชนิดใดช่วยให้เข้าใจข้อจำกัดของผลทดสอบได้ดีขึ้น

5. ค่า SPT N-value

ค่า SPT N-value เป็นข้อมูลที่พบได้บ่อยใน Boring Log ของงานสำรวจดิน ตาม ASTM D1586/D1586M การทดสอบใช้ค้อนมาตรฐานตอก Split-Barrel Sampler โดยนับจำนวนครั้งในการตอกเป็นช่วง ๆ ค่า N หลักคือผลรวมของจำนวนครั้งที่ใช้ตอกช่วง 0.15–0.45 เมตร หลังจากช่วง seating แรก 0.15 เมตร หรือกล่าวง่าย ๆ ว่าใช้จำนวน blows ของช่วงที่สองและสามรวมกันสำหรับระยะ 0.30 เมตร

ค่า N ช่วยบ่งชี้ความต้านทานต่อการเจาะและมักนำไปใช้ร่วมกับความสัมพันธ์ทางวิศวกรรมเพื่อประเมินสภาพดิน แต่ไม่ควรอ่านว่า “N สูง = รับน้ำหนักได้เท่านี้” โดยตรง เพราะค่า SPT ได้รับผลจากระบบค้อน พลังงานที่ส่งถึงก้านเจาะ วิธีเจาะ ความลึก สภาพหลุม ขนาดเม็ดดิน และปัจจัยอื่น ๆ รายงานบางฉบับอาจแสดงค่า N ดิบ ขณะที่การวิเคราะห์บางประเภทใช้ค่าที่แก้พลังงาน เช่น N60 จึงควรดูคำอธิบายในรายงานประกอบเสมอ

6. ระดับน้ำใต้ดิน (Groundwater Level)

ตำแหน่งสัญลักษณ์น้ำใต้ดินบอกระดับที่สังเกตได้ระหว่างหรือหลังการเจาะ แต่ค่าที่เห็นในวันเจาะไม่จำเป็นต้องเท่ากับระดับน้ำใต้ดินระยะยาว เพราะอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล ฝน การสูบน้ำ สภาพชั้นดิน และระยะเวลาที่ปล่อยให้ระดับน้ำปรับสมดุล ดังนั้นงานที่ไวต่อระดับน้ำ เช่น งานขุดลึกหรือชั้นใต้ดิน อาจต้องมีการติดตามเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม

7. ผลทดสอบในห้องปฏิบัติการ

รายงานบางรูปแบบวางค่าทดสอบไว้บน Boring Log เลย เช่น Water Content, Unit Weight, Atterberg Limits, Unconfined Compressive Strength หรือเปอร์เซ็นต์ผ่านตะแกรง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันและขยายความจากคำอธิบายชั้นดิน ตัวอย่างเช่น Water Content เมื่อนำไปดูร่วมกับ Unit Weight และกำลังของดินสามารถช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างชั้นดินได้ชัดขึ้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ความสัมพันธ์ของ Water Content กับ Unit Weight และ Unconfined Compressive Strength

วิธีอ่าน Boring Log แบบเป็นขั้นตอน

ขั้นที่ 1: เริ่มจากหมายเลขหลุมและระดับอ้างอิง

ก่อนดูค่าต่าง ๆ ให้ยืนยันก่อนว่ากำลังอ่านหลุมใด และความลึกอ้างอิงจากระดับใด เช่น Ground Level หรือระดับภูมิประเทศที่สำรวจไว้ เพราะเมื่อเปรียบเทียบหลายหลุม การใช้เฉพาะ “ความลึกจากผิวดิน” อาจทำให้เข้าใจระดับจริงของชั้นดินคลาดเคลื่อนได้ หากระดับพื้นดินของแต่ละหลุมไม่เท่ากัน

ขั้นที่ 2: ไล่ชั้นดินจากบนลงล่าง

อ่านขอบเขตชั้นดินและคำอธิบายจากบนลงล่าง แล้วจดจุดที่ชนิดดินเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จากดินถมเป็นดินเหนียวอ่อน จากดินเหนียวเป็นทราย หรือจากดินเป็นหิน จุดเปลี่ยนเหล่านี้มักมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ฐานรากและการก่อสร้าง

ขั้นที่ 3: ดูค่า SPT N-value ควบคู่กับชนิดดิน

อย่าดูกราฟหรือเลข N แยกจาก Soil Description ให้สังเกตแนวโน้มตามความลึก เช่น N เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในชั้นทราย หรือดินเหนียวมีความแข็งเพิ่มขึ้นเมื่อความลึกมากขึ้น หากตัวเลขเปลี่ยนกระโดด ควรตรวจว่าตรงกับการเปลี่ยนชั้นดิน กรวด/เศษหิน การ refusal หรือหมายเหตุอื่นใน log หรือไม่

ขั้นที่ 4: ตรวจตำแหน่งตัวอย่างและผลแล็บ

ผลแล็บหนึ่งค่าเป็นตัวแทนของตัวอย่างในช่วงความลึกนั้น ไม่ได้หมายความว่าค่าดังกล่าวใช้แทนชั้นดินทั้งหมดเสมอไป การเทียบตำแหน่งตัวอย่างกับขอบเขตชั้นดินจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อชั้นดินสลับบางหรือมีความแปรปรวนสูง

ขั้นที่ 5: เปรียบเทียบหลายหลุมก่อนมองภาพรวมพื้นที่

หลุมเจาะหนึ่งหลุมบอกสภาพ ณ จุดนั้น การตีความเป็นภาพรวมควรเปรียบเทียบ Boring Log หลายหลุมร่วมกับผังตำแหน่ง ระดับภูมิประเทศ และข้อมูลธรณีวิทยาของพื้นที่ เพื่อดูว่าชั้นดินต่อเนื่องหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างหลุม

ตัวอย่างความหมายของช่องที่พบบ่อย

รายการบน Boring Logใช้ดูอะไรข้อควรระวัง
Depthช่วงความลึกของข้อมูลต้องดูระดับอ้างอิงของหลุมด้วย
Soil Descriptionชนิดและลักษณะชั้นดินเป็นการจำแนก/ตีความ ไม่ใช่ค่ากำลังโดยตรง
SPT N-valueความต้านทานต่อการตอกของดินขึ้นกับอุปกรณ์ วิธีทดสอบ และการแก้ค่า
Sampleชนิดและตำแหน่งตัวอย่างตัวอย่าง disturbed และ undisturbed ใช้งานต่างกัน
Groundwaterระดับน้ำที่สังเกตได้อาจเปลี่ยนตามเวลาและฤดูกาล
Lab Resultsคุณสมบัติของตัวอย่างที่ทดสอบควรผูกกับช่วงความลึกและชนิดตัวอย่าง

Boring Log เกี่ยวข้องกับวิธีเจาะอย่างไร?

วิธีเปิดหลุมมีผลต่อการปฏิบัติงาน การเก็บตัวอย่าง และคุณภาพข้อมูลบางส่วน เช่น Wash Boring และ Rotary Drilling มีข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมต่างกัน การอ่าน Boring Log จึงควรรู้ด้วยว่าหลุมนั้นสำรวจด้วยวิธีใด หากต้องการทำความเข้าใจพื้นฐานเพิ่มเติมสามารถอ่าน ความแตกต่างระหว่าง Wash Boring และ Rotary Drilling

สิ่งที่ Boring Log บอกเราได้ และสิ่งที่ไม่ควรสรุปจาก Log เพียงอย่างเดียว

Boring Log ช่วยให้เห็นลำดับชั้นดิน แนวโน้มค่าทดสอบ ตำแหน่งตัวอย่าง และระดับน้ำที่สังเกตได้ จึงเป็นเอกสารสำคัญในการสื่อสารข้อมูลระหว่างทีมสำรวจ นักธรณีวิทยา และวิศวกรปฐพี แต่การกำหนดชนิดฐานราก ความยาวเสาเข็ม กำลังรับน้ำหนักที่ยอมให้ได้ หรือค่าการทรุดตัว ต้องอาศัยการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลโครงการ น้ำหนักโครงสร้าง เกณฑ์การออกแบบ และวิธีคำนวณที่เหมาะสม

ในดินอ่อนมาก SPT อาจไม่เหมาะสำหรับประเมินกำลังเฉือนโดยตรงและอาจใช้การทดสอบอื่นร่วมด้วย เช่น Vane Shear Test ซึ่งมีบทบาทในการประเมินดินเหนียวอ่อน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การทดสอบ Field Vane Shear Test

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาอ่าน Boring Log

  • ดูค่า N อย่างเดียว: ทำให้พลาดชนิดดิน การเปลี่ยนชั้น และเงื่อนไขที่ทำให้ค่า N ผิดปกติ
  • คิดว่าระดับน้ำเป็นค่าคงที่: ระดับน้ำที่บันทึกอาจเป็นเพียงค่าที่สังเกต ณ เวลาหนึ่ง
  • คิดว่าชั้นดินระหว่างหลุมเป็นเส้นตรงแน่นอน: ในความเป็นจริงชั้นดินอาจเอียง แทรกตัว หรือมีเลนส์ดิน
  • ถือว่า END OF BORING หมายถึงถึงชั้นแข็งหรือหินเสมอ: จุดจบหลุมอาจเกิดจากความลึกตามขอบเขตงานหรือเหตุผลด้านการปฏิบัติงาน ต้องอ่านหมายเหตุประกอบ
  • นำค่าจากตัวอย่างเดียวแทนทั้งโครงการ: คุณสมบัติดินสามารถเปลี่ยนได้ทั้งแนวดิ่งและแนวราบ

ถ้าจะขอรายงานเจาะสำรวจดิน ควรตรวจอะไรบ้าง?

อย่างน้อยควรตรวจว่ารายงานมีผังตำแหน่งหลุม Boring Log ของแต่ละหลุม สรุปวิธีสำรวจและเก็บตัวอย่าง ผลทดสอบภาคสนาม ผลทดสอบห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง ระดับอ้างอิง และข้อสังเกตสำคัญครบถ้วนหรือไม่ หากเป็นงานที่ต้องใช้ข้อมูลไปออกแบบฐานราก ควรมีการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะโดยผู้มีความรู้และรับผิดชอบทางวิศวกรรมตามขอบเขตงาน

หากกำลังวางแผนสำรวจพื้นที่ สามารถดูภาพรวม บริการเจาะสำรวจดินและทดสอบดิน ของเว็บไซต์ หรือดูบทความอื่นใน หมวด Knowledge เพื่อทำความเข้าใจการทดสอบแต่ละประเภทก่อนกำหนดขอบเขตงาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Boring Log

Boring Log กับ Soil Report ต่างกันอย่างไร?

Boring Log เป็นบันทึกรายหลุมที่แสดงสิ่งที่พบตามความลึก ส่วน Soil Report หรือ Geotechnical Report เป็นรายงานที่กว้างกว่า ซึ่งอาจรวม Boring Logs ผลทดสอบ สรุปชั้นดิน การวิเคราะห์ และข้อเสนอแนะสำหรับโครงการ

ค่า SPT N-value ยิ่งสูงยิ่งดีเสมอหรือไม่?

ไม่ควรตีความเช่นนั้นโดยไม่ดูบริบท ค่า N ที่สูงสะท้อนความต้านทานต่อการตอกที่มากขึ้น ณ จุดทดสอบ แต่ต้องดูชนิดดิน วิธีทดสอบ พลังงานค้อน การ refusal และการแก้ค่าที่รายงานใช้ รวมถึงวัตถุประสงค์ในการออกแบบ

ระดับน้ำใต้ดินใน Boring Log ใช้เป็นระดับออกแบบได้เลยหรือไม่?

ไม่ควรสมมติว่าใช้ได้ทันที ระดับน้ำที่บันทึกเป็นค่าที่สังเกตในช่วงเวลาของการสำรวจและอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือสภาพพื้นที่ งานที่ไวต่อระดับน้ำควรพิจารณาข้อมูลติดตามเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

หนึ่งโครงการควรมี Boring Log กี่หลุม?

ไม่มีจำนวนเดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ จำนวนและตำแหน่งหลุมขึ้นกับขนาดอาคาร รูปแบบโครงสร้าง ความแปรปรวนของชั้นดิน ประวัติพื้นที่ และระดับความเสี่ยง ควรกำหนดแผนสำรวจให้สอดคล้องกับข้อมูลที่จำเป็นต่อการออกแบบ

Boring Log ใช้เลือกความยาวเสาเข็มได้เลยหรือไม่?

Boring Log เป็นข้อมูลตั้งต้นสำคัญ แต่การกำหนดความยาวและกำลังรับน้ำหนักเสาเข็มต้องวิเคราะห์ร่วมกับน้ำหนักโครงสร้าง คุณสมบัติดิน วิธีติดตั้งเสาเข็ม เกณฑ์การทรุดตัว และข้อกำหนดของโครงการ จึงไม่ควรใช้เพียงการมองชั้นดินหรือค่า N เพียงค่าเดียว

สรุป

Boring Log เปรียบเสมือน “แผนที่แนวดิ่ง” ของสภาพใต้ดิน ณ ตำแหน่งหลุมเจาะ การอ่านอย่างเป็นระบบควรเริ่มจากระดับอ้างอิง ไล่ชั้นดิน ดูชนิดตัวอย่างและค่า SPT ตรวจระดับน้ำและผลแล็บ แล้วจึงเปรียบเทียบหลายหลุมเพื่อสร้างภาพรวมของพื้นที่ ยิ่งเข้าใจข้อจำกัดของข้อมูลแต่ละชนิดมากเท่าไร ก็ยิ่งใช้รายงานเจาะสำรวจดินได้อย่างถูกต้องและมีเหตุผลมากขึ้น

กำลังวางแผนงานเจาะสำรวจดิน?

หากต้องการสอบถามขอบเขตงาน จำนวนหลุม หรือข้อมูลที่ควรจัดเตรียมก่อนเข้าพื้นที่ สามารถ ติดต่อทีมงานเจาะสำรวจดิน.com เพื่อให้ข้อมูลโครงการเบื้องต้นได้

เอกสารอ้างอิงทางเทคนิค

Boring Log คืออะไร? วิธีอ่านรายงานเจาะสำรวจดิน